พรรคพวกปีศาจแดงพุ่งชนความมีชัยในพรีเมียร์ลีกเป็นเกมที่ 6 ต่อเนื่องกันแล้วครับผม
อุตส่าห์ชนะ 6 เกมต่อเนื่องกัน อันดับในตารางกลับไม่ขยับเขยื้อนขึ้นสักหน่อยมาตั้งแต่ชนะ 2-3 ครั้งติดต่อกันแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ยังถูกกดหัวให้จมอยู่ในอันดับที่ 6 ของตารางดังเดิม เหตุเพราะดันถูกคู่ปรปักษ์ทำคะแนนทิ้งห่างมากจนเกินไปในตอนแรก คิดรวมทั้งน่ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมากกว่ามีคนไหนกันมาเรียกผมว่า "ลุง" ซะอีก อิอิอิ
2 เกมล่าสุดของสนามรบแข้งพรีเมียร์ลีก นับว่าเป็นโปรแกรมหฤโหดที่สุดในฤดูนี้ เพราะว่าจำเป็นต้องซอยยิกๆๆๆชิดกัน 2 นัดในช่วงเวลาห่างกันแค่เพียง 3 วัน การกะซวกชัยได้สำเร็จทั้ง 2 นัด ถือว่าเหมาะสมที่สุด ซึ่งตรงจุดนี้จำเป็นต้องยกความดีความชอบให้ผู้อยู่เบื้องหลังความมีชัยอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ที่แสดงให้เห็นว่าตัวเขายังคงเป็นผู้จัดการกลุ่มที่อุดมด้วยเหลี่ยมเล่ห์รวมทั้งยุทธวิธียอดเยี่ยม
…ว่าแล้วขอย้อนกลับไปในเกมปะทะ "เดอะ โบโร่" ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อวันสุดท้ายของปีวานรไฟบรรลัยกัลป์
"มูมู่" ต้องปรับตำแหน่งหลายจุดในรูปแบบของการ "โรเตชั่น" เพราะว่าลูกทีมจำเป็นต้องลงสับตีนถึง 2 เกมในรอบ 3 วัน แถมมีเกมที่น่าจะยากกว่าแสยะยิ้มพลางยักคิ้วรออยู่ที่ลอนดอนอีกต่างหาก
กุนซือวัย 53 กะรัต เลือกแปลงตำแหน่งคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟจาก "เดอะ เกรท วอลล์" อย่าง ฟิล โจนส์ กับ มาร์กอส โรโฮ มาเป็น เอริก ไบยี่ กับ คริส สมอลลิ่ง เพราะว่าอ่านเกมว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรบ้างในเกมรับ – ศักยภาพของผู้เล่นก็สูงขึ้นยิ่งกว่า แถมได้เล่นในบ้าน ก็เลยน่าจะครอบครองบอลรวมทั้งทำเกมรุกมากกว่าอย่างแน่นอน
มิดฟิลด์ไม่มี ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่รายงานข่าวสารพูดว่าป่วยไข้ อายุก็ 35 แล้วคงจะลงเล่นติดๆกันไม่ไหว ลูกรักอย่าง มารูยาน เฟลไลนี่ ก็เลยได้สิทธิ์เป็นตัวจริงแทนพลางขยับ อันเดร์ เอรร่า ไปเล่นเป็นตัวปัดกวาดในแดนกลาง ซึ่งรูปเกมที่ปรากฏออกมาบนฟลอร์ต้นหญ้าแสดงให้เห็นว่าไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อสมดุลสักเท่าไหร่ พรรคพวกปีศาจแดงยังคงบุกอยู่ข้างเดียว
งานของ แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะสบายมากเพิ่มขึ้น รวมทั้งควรได้รับความมีชัยแบบไม่ระบมหัวแม่ตีนครับผม-ขอบอก ถ้าเกิดจังหวะที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ถีบลูกเข้าไปตุงตาข่ายในช่วงท้ายครึ่งแรกได้รับอนุญาตให้เป็นประตูขึ้นนำ
จังหวะนี้เกือบจะไม่ต้องอาศัยภาพช้ามาช่วยให้ท่านผู้ชมทางบ้านตัดสินว่าฟาวล์หรือไม่ฟาวล์ด้วยซ้ำ คือดูด้วยตาเปล่ามันก็น่าจะเห็นถึงความใสสะอาด เพราะว่า "เฮียหลา" แกพุ่งเข้าถึงบอลก่อน แถมยังห่างจากผู้รักษาประตูเกือบ 3 ไมล์ แต่ทว่าผู้ตัดสิน ลี เมสัน กลับคิดว่าเป็นการยกเท้าสูงพลางเข้าชาร์จผู้รักษาประตู พูดง่ายๆว่า "เล่นอันตราย" นั่นแหละ
เมื่อไม่ได้ประตูที่ควรได้แบบใสสะอาด มันก็ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เจอความยากลำบากมากยิ่งขึ้นโดยใช่เหตุ
เพราะว่ายิ่งเวลาผ่านไปโดยกระทุ้งประตูแรกไม่ได้สักครั้ง มันก็ทั้งอึดอัดรวมทั้งกดดันมากยิ่งขึ้นเพราะว่าคู่ปรปักษ์อุดประตูคอยสวนกลับเพียงอย่างเดียว
โชเซ่ มูรินโญ่ เปลี่ยนตัวหนแรกด้วยการส่ง มาร์กอส โรโฮ ลงมาเป็นแบ็คซ้ายแทน ดาเล่ย์ บลินด์ ในขณะที่ ฆวน มาต้า ถูกส่งลงมาแทน มารูยาน เฟลไลนี่ นับว่าเป็นการเปลี่ยนตัวตามตำแหน่ง แม้กระนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด กลับถูกยิงนำไปก่อน…ซะอย่างนั้น! โน่นก็เลยก่อให้เกิดการทิ้งไพ่ใบในที่สุดที่เรียกว่าเป็นไพ่เด็ดหรือไพ่ตายเลยทีเดียว
เมื่อกองหน้าอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ถูกส่งลงมาแทนกองหลังอย่าง คริส สมอลลิ่ง เหตุเกิดในนาทีที่ 72 หรือเกือบ 20 นาทีก่อนหมดเวลา
มาร์กอส โรโฮ ถูกขยับจากแบ็คซ้ายไปเล่นเป็นเซ็นเตอร์ฯ คู่กับ เอริก ไบยี่ โดยนาทีนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีฟูลแบ็ค – มีแม้กระนั้นปีกทั้ง 2 ข้างอย่าง อันโตนิโอ วาเลนเซีย กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด รวมทั้ง อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล ที่สลับตำแหน่งกันไปเล่นเป็นกองหน้าตามจังหวะ

เรียกว่าแปลงแบบ "เอาตาย" คือมีแม้กระนั้นตัวรุกที่ประดิษฐ์เกมรวมทั้งยิงประตูได้ โดยเหลือกองหลังแท้ๆแค่ 2 คนเพียงแค่นั้น!
เปลี่ยนตัวแบบนี้ถือว่าต้องใจเด็กผีทุกหมู่เหล่า เพราะว่ายุคที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังแทะเล็มไม้ไผ่ที่ข้างสนาม พ่อแกสาธิตแนวทางการเปลี่ยนตัวแบบ "Dead or Alive" หรือ "แกไม่ตาย ฉันก็ตาย" ให้เห็นเป็นประจำเมื่อตกอยู่ในสคราวฉุกเฉิน
ในที่สุด แมนฯ ยูไนเต็ด ก็โกงความตายได้สำเร็จจากการเปลี่ยนตัวแบบเสี่ยงเดิมพันเหมือนหนึ่งว่ายน้ำแข่งกับจระเข้ของ โชเซ่ มูรินโญ่ อันสะท้อนถึงความเป็น "ปีศาจแดง" ขนานแท้รวมทั้งเริ่มแรก
อารมณ์รวมทั้งความรู้สึกเดิมๆมันก็เลยกลับมาอีกที ซึ่งผู้มีจิตเชื่อถือในปีศาจแดงจำนวนมากถูกใจอะไรแบบนี้ที่บีบหัวใจดีนักแล ก่อนที่จะเบิกบานกันมากมายกับการกลับมาจากป่าช้า ก็แค่มันจำเป็นต้องแลกมาด้วยความอ่อนเพลียอย่างจงหนัก!
คิดง่ายๆครับผม ถ้าเกมเมื่อวันส่งท้ายปีเก่า แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นนำเร็ว ทุกอย่างก็น่าจะง่ายขึ้น รวมทั้งช่วยให้ผู้เป็นกุนซือปรับหมากเตะเป็นแบบเพลย์เซฟพลางปิดเกมเล่นติดชึ่ง ซึ่งคงจะไม่สิ้นเปลืองพลังงานเท่าไรนัก
ต่อเมื่อไม่ได้ประตูที่ควรได้ก็เลยจำเป็นต้องเจอกับความยากลำบากระดับ 80 ตีนถีบ – จำเป็นต้องเสือกสน รวมทั้งจำเป็นต้องดิ้นรนอย่างจงหนัก กว่าจะบดเอาชัยชนะกลับมาได้แบบรากเลือด
ในความสะใจของแฟนบอลก็เลยแลกมาด้วยความอ่อนแรงล้าของผู้เล่น ซึ่งมันมีผลออกมาอย่างเห็นได้ชัดในเกมต่อมาที่เดินทางลงมาเยือน เวสต์หมูแฮม เมื่อวันจันทร์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา
สิ่งที่มีขึ้นใน ลอนดอน สเตเดี้ยม คือผู้เล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด เร่งเครื่องไม่ขึ้น โดยเดินเกมของตนเองแบบเนือยๆเฉื่อยๆรวมทั้งเอื่อยๆเพราะว่าแข้งขามันอ่อนปวกเปียกเหมือนสไลด์หนอนด้วยความเร็วสูงเป็นจำนวน 7 ดอกต่อเนื่องกันภายในระยะเวลา 1 วันพิจารณาได้ชัดจาก ปอล ป๊อกบา นี่แหละธรรมดา "คุณป๊อก" เป็นผู้เล่นที่ทั้งบ้าพลังรวมทั้งทรงอำนาจอย่างแรง
ในแต่ละเกม ดาวเตะค่าจ้าง 89 ล้านปอนด์ผู้นี้ชอบมีส่วนร่วมกับเกมเยอะที่สุด รวมทั้งมากกว่าคนไหนกันเพื่อน แม้กระนั้นเกมล่าสุดกลับเขยื้อนลดลง รวมทั้งมีบทบาทลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด
แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นเหมือนอุตสาหะเซฟพลังงานพลางรอคอยจังหวะโต้กลับซะมากกว่า – บางทีอาจเพราะว่าอ่อนแรงด้วยรวมทั้งคิดแผนมาเล่นแบบนี้ด้วย รูปเกมก็เลยควรจะเป็นรองเจ้าของบ้านผู้มีค้อนเป็นอาวุธบัดดล! คนบนฟ้าเหมือนจะประทาน "ของขวัญวันปีใหม่" มาให้ แมนฯ ยูไนเต็ด
จังหวะที่ โซเฟียเน่ เฟฉันลี่ พุ่งเข้าทิ่ม ฟิล โจนส์ ถ้าเกิดดูในวาบนั้นอย่างเฉียบพลันเหมือนการเล่นที่อันตรายมาก เพราะว่าพี่แกเล่นกระโจนยกขาลอยจากพื้นเข้าใส่บนความเร็ว-แรง
แม้ภาพช้าในการถ่ายทอดสดจะแสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้น่าสะอิดสะเอียนอย่างที่เห็นด้วยตาเปล่าในวาบแรก แม้กระนั้นอย่าลืมว่าผู้ตัดสินไม่มีโอกาสเห็นภาพช้าเหมือนท่านผู้ชมทางบ้าน – เหมือนนักบรรยาย หรือเหมือนนักวิพากษ์วิจารณ์ลูกหนัง คุณพี่เขาก็เลยมีสิทธิ์คิดว่ามันคือการเล่นที่อันตรายไม่ได้ต่างอะไรจากเกมก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาที่ผู้ตัดสินปฏิเสธประตูของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช นั่นแหละ
เมื่อ เวสต์หมูแฮม เหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่าFun88คดีก็กลับในทันทีสิขอรับ จากเกมที่เหมือนจะเป็นรองนิดๆพลิกกลับมาเหนือกว่าด้วยตัวผู้เล่นที่มากกว่า – สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังเร่งเครื่องไม่ขึ้นเหมือนเดิม เพราะว่าได้แม้กระนั้นครอบครองบอล โดยหาจังหวะทำลายตาข่ายเกือบจะไม่ได้ มูลเหตุน่าจะมาจากความอ่อนเพลียนี่แหละมันก็เลยเป็นอีกทีในเวลาใกล้เคียงกันที่ชาวโลกได้เห็นการสำแดงเดชาของผู้จัดการกลุ่มอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ในเมื่อตัวผู้เล่นมากกว่า แม้กระนั้นดันเล่นกันเนือยๆแบบนี้ก็ไม่เป็นประโยชน์ มันจำเป็นต้อง "เอาตาย" ขอรับว่าแล้วเจ้าของสมญา "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" ก็เลยไม่คอยช้ารีบเปลี่ยนตัวเมื่อเริ่มครึ่งหลัง
มัตเตโอ ดาร์เมี่ยน ถูกกระชากออกมาจากสนาม เพราะว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อเกมรุก ในขณะที่เกมรับไม่ต้องพะวักพะวงอะไรมากมายแล้ว – มิดฟิลด์ตัวรุกอย่าง ฆวน มาต้า ก็เลยได้ลงมาเสริมเกมรุกในแดนกลางพลางปรับระบบน้อยจาก 4-3-3 เป็น 4-1-4-1 ขยับ มาร์กอส โรโฮ ออกไปเป็นแบ็คซ้ายพลางถอย ไมเคิ่ล คาร์ริค ลงมาเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ

"คุณปลัด" ถอยลงมาเล่นเป็นเซ็นเตอร์ฯ ก็จริง แม้กระนั้นก็เหมือนเป็นมิดฟิลด์นั่นแหละ คือขยับขึ้นมาคุมจังหวะรวมทั้งจ่ายบอลในแดนกลาง เหตุเพราะคู่ต่อสู้เน้นย้ำเกมรับเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องถอยต่ำมากมายก็ได้ยังกระทุ้งตาข่ายไม่ได้ "มูมู่" ปลดปล่อยจรวดนำวิถีดอกที่ 2 ตามลงมาอย่างเฉียบพลัน
มาร์คัส แรชฟอร์ด ถูกส่งลงมาแทน เจสซี่ ลินการ์ด ก่อนที่จะดาวรุ่งพุ่งกระฉูดวัย 20 ขวบจะเปลี่ยนเป็นตัวสำรองทีเด็ด ข้างหลังได้รับคำสั่งจากเจ้านายให้ เลื้อย/ลอด/เลาะ เพื่อเจาะเกมรับของคู่ต่อสู้
แล้วประตูปลดล็อคของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มาจากการลวงล่อคู่ปรปักษ์ในกรอบเขตโทษของ "เจ้าหนูแรช" ก่อนบรรจงผ่านบอลให้ "พี่ต้า" ตะบันด้วยซ้ายแบบเต็มตีนก๋ง ซึ่งการที่ตัวสำรอง 2 คน ลงมาแล้วทั้งจ่ายรวมทั้งยิงประตูช่วยให้กลุ่มตนเองได้ประตูนำ มันสะท้อนถึงความแจ๋วของผู้เป็นกุนซือผู้มีบทบาทปรับแต่งสถานการณ์แค่นี้ยังไม่เพียงพอ
เมื่อได้ประตูนำ พี่แกรีบเปลี่ยนแปลงต้นแบบการเล่นอีกทีด้วยการส่งกองหลังอย่าง คริส สมอลลิ่ง ลงมาแทน เฮนริค มคิทาร์ยาน ที่เล่นไม่ค่อยออก พลางปรับตำแหน่งใหม่กลับไปเหมือนเดิม โดยไม่จำเป็นจำเป็นต้องเล่นบนการเสี่ยง & ปิดเกม แถมยังช่วยเซฟพลังงานให้ผู้เล่นที่อ่อนแรงไปในตัว ก่อนที่จะได้รับความมีชัยสมใจอยาก เกือบลืมบอกว่าในความมีชัยนัดล่าสุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด มีจุดแปลงสำคัญอยู่ 2 จุดครับผมจุดแปลงแรกของเกมล่าสุดอยู่ที่การเหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่าของ เวสต์หมูแฮม
จุดแปลงต่อมาอยู่ที่การเซฟลูกอันตรายหลายต่อหลายหนของ ดาบิด เด เคอา เฉพาะอย่างยิ่งจังหวะที่ มิคาอิล อันโตนิโอ หลุดลำพัง
 

ถ้าไม่เกิดเหตุ ''ก๊อดซิลล่า Vs. คิงคอง'' ขึ้นบนโลกเน่าๆของพวกเราเสียก่อน พรรคพวกภูติผีปีศาจแดงน่าจะตะกุยผ่านเข้ารอบ 8 กลุ่มสุดท้าย ยูโรปา ลีก ได้สำเร็จ
นี่เป็นโทรฟี่ที่มีความสำคัญระดับยอดเพียงแต่รายการเดียวของยุโรปในที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่เคยสัมผัสอย่าว่าแต่ว่าสัมผัสเลยครับผม – ไม่เคยเฉียดฉิวใกล้ด้วย
ดูราวกับว่าถ้วยนี้ไม่ค่อยถูกโฉลกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด สักเท่าไหร่ แถมส่วนมากพวกเขามักใช้ชีวิตอย่างหรูหราและก็มีชาติกำเนิดกว่าบนทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนานๆถึงจะลดตนเองลงมาเล่นในถ้วยนี้สักที ซึ่งส่วนมากเป็นการถูกบังคับให้มาแบบไม่ค่อยเต็มใจเพียงฤดูนี้ ถ้วย "ยูโรปา ลีก" เปลี่ยนเป็นจุดหมายลำดับที่หนึ่งที่พรรคพวกภูติผีปีศาจแดงจะต้องเอามาให้ควรได้
นอกเหนือจากจะเป็นเกียรติประวัติและก็การบรรลุเป้าหมาย มันบางทีอาจจะเป็นเพียงแต่หนทางเดียวที่ช่วยให้พวกเขากลับไปสู่ทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกรอบ
การกลับไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นับว่าสำคัญสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด มากนะครับ สำคัญทั้งในแบบ "รูปธรรม" และก็ "นามธรรม" เลยทีเดียว เนื่องจากว่านอกเหนือจากจะเป็นแหล่งรายได้มากมาย – การได้มีส่วนร่วมในรายการนี้ไม่แตกต่างจากพลังยั่วยวนใจผู้เล่นระดับดาวดังให้มาร่วมกลุ่มอีกด้วยที่สำคัญเป็นการแทรกตนเองเข้ามาเป็น 1 ใน 4 ขั้นแรกของตารางพรีเมียร์ลีกดูจะเกิดเรื่องยากมากเพิ่มขึ้นทุกครั้ง
วันก่อนพึ่งจะครบรอบ 100 วันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ติดอยู่ที่อยู่ในชั้น 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก ว่าแล้วหลังจากนั้นก็ล้อเลียนกันสนุกสนานสนามตามสูตรสำเร็จของโลกโซเชี่ยลจริงๆน่าจะทำบุญทำทานร้อยวันไปเลย – ไหนๆก็อยู่ในชั้น 6 ครบ 100 วันแล้วนี่ 555
ประมาณดูแล้ว ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด คงจะหนีชั้น 6 ไม่พ้นแล้วล่ะ เนื่องจากว่าจะว่าไปในฤดูนี้ พวกเขาได้โอกาสสะบัดชั้น 6 ของตนทิ้งไม่น้อยกว่า 4-5 ครั้งทุกครั้งที่ช่องทางพุ่งเข้ามาหาก็มักมีอันจะต้องกำเนิดอะไรขึ้นสักอย่าง ยกตัวอย่างเกมปัจจุบันที่เซิ้งกับ บอร์นมัธ ในบ้าน
เกมนั้นถ้าผู้ร่วมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นฝ่ายมีชัยก็จะดีดชั้น 6 ทิ้งไปได้อย่างแน่แท้อย่างน้อยๆ2 อาทิตย์ แต่จนแล้วจนรอดก็กลับแออัดยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้แขกไม่ได้ ในขณะที่คู่ต่อสู้เหลือผู้เล่น 10 แถม แมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดลูกโทษอีกต่างหากอีหรอบนี้น่าจะถูกใครซักคนบนฟ้ากลั่นแกล้งแล้วล่ะหรือไม่ก็คงจะถูกสาบให้อยู่ในชั้น 6 ตลอดกาลกระทั่งจะจบฤดู แค่นี้ไม่พอการมีศึกอื่นๆรอบด้านนำมาซึ่งการทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ลงแข่งขันในพรีเมียร์ลีกล้าช้ากว่าคู่ขับเคี่ยวอย่าง ลิเวอร์พูล
สถานการณ์ปัจจุบัน กลุ่มชั้น 6 ของตารางอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกกลุ่มชั้น 4 อย่าง ลิเวอร์พูล ทิ้งห่างไปเป็น 6 แต้มแล้ว แม้จะแข่งขันน้อยกว่า 2 นัดก็ตามทีต่อยก่อนได้เปรียบนะครับเป็นตาม 6 แต้ม โดยแข่งขันน้อยกว่า 2 นัด ดูผิวเผินราวกับไม่เสียเปรียบอะไร – เพียงแค่ชนะ 2 นัด แต้มก็จะเสมอกันทันที
แต่ทว่ามันยังไม่เกิดขึ้นยังไงครับผม แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมารับประกันเพราะว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะชนะทั้ง 2 นัดที่ตกค้าง ผิดกับ ลิเวอร์พูล ที่ลงเล่นไปเป็นระเบียบ และก็นำอยู่ 6 แต้มเป็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

เทียบเป็นจุดลูกโทษ ลิเวอร์พูล ก็ฆ่าไปก่อน 2 ลูก โดยเข้าไปตุงตาข่ายทั้ง 2 ลูก ในขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้โอกาสยิงคราวหน้า 2 ครั้ง แต่ถึงแม้ว่าจะเข้าทั้ง 2 ครั้งก็ทำได้เพียงแค่ตีเสมอ มิซ้ำยังกดดันกว่าต่อนี้ไปมาดูโปรแกรมที่คงเหลือของทั้ง 2 กลุ่มนะครับ
ลิเวอร์พูล เหลือเจอกลุ่มใหญ่ร่วมกันเพียงแค่นัดเดียว เป็นบุกไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ในวันอาทิตย์นี้ แล้วหลังจากนั้นก็มีศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้อีกนัด นอกเหนือจากนี้อีก 8 นัดที่เหลือ มีแต่กลุ่มที่เล็กกว่า ขณะโปรแกรมที่เหลือของ แมนฯ ยูไนเต็ด นับว่าหนักกว่านะครับ เนื่องจากว่ายังจะต้องเจอกลุ่มใหญ่อย่าง เชลซี, สเปอร์ส, อาร์เซน่อล รวมถึงนัดตกค้างกับ แมนฯ ซิตี้ แถมผลงานในการเจอกลุ่มพิกัดใกล้เคียงกันไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ เนื่องจากว่าพึ่งจะเอาชนะได้เพียงแค่ "น้องไก่" กลุ่มเดียวในฤดูนี้
เพราะฉะนั้นการหวังว่าจะได้ชั้น 4 บนตารางพรีเมียร์ลีก และก็ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วยดูจะเป็นอะไรที่เกินกำลังไปสักหน่อยว่าแล้วอาจจะจะต้องเลือกครับผม เลือกไปทางใดทางหนึ่งแบบเต็มกำลัง เนื่องจากว่ามันอาจจะยากที่จะเก็บคุณไว้ทั้ง 2 ตัว เอ๊ย! 2 คน
พรีเมียร์ลีก เหลืออีก 11 นัด ตามหลังชั้น 4 อย่าง ลิเวอร์พูล 6 แต้ม แข่งขันน้อยกว่า 2 นัด ประตู-ได้เสียเป็นรองอยู่ถึง 8 ประตู หมายความว่าถึงแม้ว่าจะชนะทั้ง 2 นัดในเกมตกค้าง ถ้าคิดจะแซงหงส์แดงก็จะต้องชนะคู่ต่อสู้ 2 นัดรวมกันให้ได้มากยิ่งกว่า 8 ประตูและก็ไม่เพียงแค่ ลิเวอร์พูล ยังมีกลุ่มชั้น 5 อย่าง อาร์เซน่อล ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะต้องห้ำหั่นด้วย
แบบนี้เบนเป้าไปที่ ยูโรปา ลีก เต็มกำลังเลยดีมากกว่า เนื่องจากว่าถ้าเอาชนะ คอยสตอฟ ได้สำเร็จในเกมเมื่อคืนนี้วันพฤหัสฯ ถ้าจะไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์ก็เหลืออีกเพียงแค่ 5 เกมเพียงแค่นั้น (2 เกมในรอบ 8 กลุ่ม + 2 เกมในรอบตัดเชือก + 1 เกมในนัดชิงฯ)
ถ้าคิดจะเอาทั้ง 2 รายการ เป็นชั้น 4 ด้วย แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วย นอกเหนือจากจะเกินกำลังแล้ว บางครั้งมันบางทีอาจดึงคุ้นเคยกระทั่งพุ่งชนความล้มเหลวทั้ง 2 รายการ…ก็…เป็น…ได้
ทางที่ดีเดิมพันกับแชมป์ ยูโรปา ลีก ไปเลยดีมากกว่า ว่าแล้วหลังจากนั้นก็เอาค้อนปอนด์มา "ทุบหม้อข้าว" ของตนในพรีเมียร์ลีกทิ้งไปเลย!
เป็นไม่ต้องสนกับการช่วงชิงชั้น 4 อีกต่อไปพลางทำใจสารภาพชั้น 6 ของตนว่ามันก็น่ารักน่าเอ็นดูดีแบบเดียวกันนะ แล้วมุ่งเน้นไปในทางสาย ยูโรปา ลีก เพียงแต่รายการเดียว เปรียบได้เสมือนดั่งการทุบหม้อข้าวตนเองทิ้ง เพื่อเข้าตีฐานทัพของศัตรู ถ้าไม่ชนะ ถ้ายึดไม่ได้ก็จะไม่มีข้าวสวาปามส์ เนื่องจากว่าตนเองทุบหม้อข้าวแตกหมดแล้ว ด้วยเหตุนั้นจะต้องเอาชนะศัตรูหรือครอบครองแชมป์ให้ได้เพียงแต่สถานเดียว
ย้อนกลับไปในปี 2005 ลิเวอร์พูล จากภูมิปัญญาของกุนซือหนวด – ราฟาเอล เบนิเตซ ก็เคยใช้วิธีนี้นะครับ เป็นทุบหม้อข้าวตนเองทิ้งไปเลย โดยจัดกลุ่มแบบไม่เต็มดูดในพรีเมียร์ลีก เพื่อเน้นย้ำใน แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียงอย่างเดียว (กระทั่งถูกเพื่อนพ้องร่วมเมืองอย่าง เอฟเวอร์ตัน เอาชั้น 4 ไปครอง)


        ''แชมป์เก่า'' เลสเตอร์ ซิสตี้ตี้ ต้อนรับการมาเยือนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นบิ๊กแมตช์ที่น่าดึงดูดอีกหนึ่งคู่ในอาทิตย์นี้
สถานะการณ์ทั้งคู่กลุ่มที่แตกต่างทำให้พนันเกมนี้ข้นคลั่ก

"เดอะ ถูส์" อยู่อันดับ 16 มี 21 คะแนนห่างจากโซนตกชั้นเพียงแค่ 2 อีกทั้งอันดับสุดท้ายของตารางคะแนนคือซันเดอร์แลนด์ห่างเลสเตอร์เพียงแค่ 5 แต้ม นั่นนับได้ว่าช่องว่างระหว่างพวกเขากับโซนตกชั้นมีความห่างไม่มากไม่น้อยเลยทีเดียวอะไร

ไม่ใช่เพียงแค่อันดับ 18 อย่างคริสตัล พาเลส แค่นั้นที่พร้อมแซงพวกเขา ตรงกันข้ามทั้งฮัลล์ ที่บุกไปยันเสมอแมนฯยูฯ รวมทั้งแมวดำได้โอกาสลดช่องว่างในกรณีที่เลสเตอร์เสียท่าแพ้ในเกม มันเริ่มจากเกมนี้เมื่อจัดการแมนฯยูฯ

ในทางเดียวกัน "ซาตานแดง" กลุ่มที่รองประธานชมรมเลสเตอร์ สิตี้ เป็นแฟนๆมานาน บุกมาคิง พาวเวอร์ ท่องเที่ยวนี้ไม้่มีโอกาสมากสักเท่าไรนัก แม้หวังพื้นที่ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังจากเสียท่าเสมอฮัลล์ สิตี้ อย่างน่าผิดหวัง

อันดับก็ไม่ขยับอยู่ที่ 6 มานานเหลือเกิน ด้วยเหตุดังกล่าวเกมนี้จะต้องบุกมาสอยเลสเตอร์ค้างบ้านให้ได้ ไม่งั้นช่องว่างอันโดนยืดรวมทั้งพวกเขาก็อยู่อันดับหกถัดไป

สถานะการณ์ที่อยากได้ชัยชนะทั้งคู่กลุ่มแบบนี้….ผมว่าเกมนี้แฟนบอลได้กำไร ไม่มีเล่นเกมแทกติเตียนก ดึงเกม เนื่องจากผลเสมอเกิดโทษต่อทั้งคู่กลุ่มแน่ๆ

ว่ากันถึงเจ้าบ้านเวลานี้ เคลาดิโอ รานิเอรี เผชิญหน้ากับปัญหายิ่งใหญ่ ไม่ใช่เนื่องจากคนมุ่งมาดเรื่องแชมป์เก่า โน่นมันคือเทพนิยายที่จบไปแล้ว ปัญหาคือพวกเขาแปลงเป็นกลุ่มที่จะต้องลุ้นเรื่องอยู่รอดหรือไม่รอดในพรีเมียร์ลีก

แม้นักฟุตบอลได้ขวัญแรงใจจากท่านเจ้าคุณธงชัย ที่อวยพรว่าเลสเตอร์ไม่ตกชั้น แม้กระนั้นในช่วงเวลานั้นสถานะการณ์มันสุ่มเสี่ยงมาถึงจุดนี้แล้ว จะร้อยเปอร์เซนต์คงจะไม่ได้ นักฟุตบอลจะต้องสู้เต็มกำลังเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุด

ดูคะแนนแล้วเลสเตอรา์เก็บได้ 21 แต้มจาก 23 เกม เป็นตัวเลขที่ทรามที่สุดในฐานะแชมป์เก่าที่ลงเล่นซีซั่นต่อมา ที่สำคัญฟอร์มตกแบบสุดๆมันเกิดขึ้นด้วยสถิติที่ว่าไม่ยิงประตูคนไหนกันแน่มาสี่ครั้งต่อๆกันเป็นครั้งแรกนับหมดยุคหมดสมัย ไนเจล เพียร์สัน เมื่อ พฤศจิกายน 2014

ยุค เพียร์สันเมื่อสามปีก่อนนั้นไม่ยิงคนไหนกันแน่ 5 ครั้งต่อๆกัน

อีกทั้งเกมนอกคิง พาวเวอร์ ในปีนี้แปลงเป็นจุดบอดของเลสเตอร์ ไปแล้ว พวกเขายังไม่ชนะคนไหนกันแน่นอกบ้านเลยในลีกเก็บได้ 3 แต้มจากผลเสมอ 3 นัดหมายนอกจากนั้นแพ้เรียบ คิดเฉพาะตารางนอกบ้านเลสเตอร์ อยู่อันดับ 19 คืออันดับตกชั้น

ยังดีที่ คิง พาวเวอร์ ยังมีพาวเวอร์ให้นักฟุตบอลได้ลุยสู้ พวกเขาได้ 18 แต้มในบ้าน อันดับคะแนนเฉพาะในบ้านอันดับ 10 อยู่รอดปลอดภัยสบายๆถ้าหากไม่คิดมากมายเล่นในบ้านจะต้องชนะให้เป็นประจำเข้าไว้ พวกเขาได้โอกาสรอดพ้นการตกชั้น

อันนี้เป็นสูตรพื้นฐานของกลุ่มที่ลุ้นรอดไม่รอดในแต่ละปี

เกมในบ้านดี มีแต้มตลอด แบบนี้ไม่ตกชั้นแน่ๆการันตีได้เลย หลายทีมใช้สูตรนี้บรรลุผลสำเร็จ มาแล้วทั้งหมด

ปัญหาของ รานิเอรี ยังคงมีอีกหนึ่งเรื่องคือภาวะกลุ่มของพวกเขาที่แม้จะใหญ่ขึ้น มีเงินทุ่มซื้อนักฟุตบอลเยอะขึ้น แต่ปรากฏว่านักฟุตบอลค่าตัวแพงดีกรีระดับกลุ่มชาติคนไม่ใช่น้อย กลับไม่ได้ช่วยกลุ่มรวมทั้งเล่นไม่เข้าระบบอะไรเลย

แตกต่างจากโนเนมทั้งหลายแหล่ที่เล่นกับกลุ่มมาตลอดยุค รานิเอรี กลับทำเป็นดียิ่งกว่าชัดเจน

การที่นักฟุตบอลใหม่ประสิทธิภาพสูงๆไม่สามารถที่จะเล่นเจริญนั้น คือปัญหาที่ทำให้ รานิเอรี ปวดศีรษะเฉพาะในลีก ซึ่งตรงกันข้ามกับชปล. ที่พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบนอคเอาต์ได้เร็ว ทั้งที่พึ่งชิงชัยชปล. เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชมรม

จุดนี้…รานิเอรี จะต้องเร่งปรับแก้ เนื่องจากกลางเดือนชปล. จะมาบวกอีกสองนัดหมาย นี่ยังมีเกมเอฟเอ คัพ รีเพลย์ให้อิดโรยเล่นอีกหนึ่งเกม ด้วยเหตุดังกล่าวแต้มจะต้องมา จะต้องได้ ชัยชนะจะต้องมีขึ้น จะเริ่มในเกมกับแมนฯยุไนเต้ดเลยมั้ย

ผมเห็นว่า…ถ้าหากพวกเขาชนะซาตานแดงได้ ความเชื่อมั่น เชิงจิตวิทยาจะมาเพิ่มมากยิ่งกว่าสามคะแนน

รานิเอรี เองก็ต้องการกระตุ้นผู้ร่วมทีมให้ลุยสู้กับแมนฯยูฯ รวมทั้งเน้นย้ำชัยชนะหรืออย่างทรามเสมอแมนฯยูฯ ก็ไม่เสียหายอะไร ช่องว่างบางทีอาจถูกต่ำลง แม้กระนั้นชั่วโมงนี้แต้มเดียวก็จะต้องเอาแล้วละครับ อย่าคิดเป็นแบบอื่น

แล้วเกมนี้ รานิเอรี จะจัดกลุ่มของเขายังไงดี

ปีนีจะต้องเห็นด้วยว่านอกเหนือจากปัญหาเรื่องกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นแต่เล่นในลีกได้แย่ลง ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่พวกเขามี ริยาด ภูตผีปีศาจเรส เป็นหัวหอกเกมรุกมาตลอดหนึ่งปีที่ได้แชมปฺ ปีนี้ ภูตผีปีศาจเรส โดนจับทางได้ ตัวเขาเองก็ไม่มหัศจรรย์เสมือนปีที่ผ่านมา

เกมรุกเลยขาดความน่าขนลุกลง…ประกอบกับ เจมี วาร์ดี ก็ไม่ได้โอกาสรับบอลงามๆรวมทั้งหลายทีมเล่นกับเลสเตอร์ก็ไม่บุกมากมาย เน้นย้ำเชิง ตั้งรับรอสวนเช่นเดียวกันเลยแปลงเป็นงานยากไปสำหรับเลสเตอร์

มันคือปัญหาที่มารวมตัวกันจนถึงทำให้ รานิเอรี ปวดศีรษะ แม้กระนั้นอย่างไรก็แล้วแต่เชื่อว่า รานิเอรี น่าจะยังใช้ขุมกำลังเก่าสู้กับแมนฯยูฯ คือเอานักฟุตบอลชุดเก่าๆเป็นแกน แนวรับไม่ต้องกล่าวหลับตาคิดภาพออกสำหรับ 5 ป้อมข้างหลังของพวกเขา รวม ชไมเคิล ด้วย

กลางรับ ดินแดนนี ดริงค์วอเตอร์ คุมเกมพร้อมกับ เอนดิดี รวมทั้ง อัลไบรท์ตัน ส่วนแนวรุกสามคน วาร์ดี, ภูตผีปีศาจเรส รวมทั้ง เดมาไร เกรย์ ในระบบ 4-3-3 สังเกตให้ดี โอกาซากิ ปีนี้ตกเป็นผู้เล่นสำรองหลายครั้ง

รานิเอรี ไม่น่าจะเน้นย้ำเกมรุกสู้แมนฯยูฯ แน่ๆ การตั้งรับจะแบบไหนอีกหนึ่งเรื่องครับ

รับลึกหน้าจุดโทษหรือเต็มพื้นที่ในดินแดนตนเอง คุมโซน รอดักจังหวะ ผีพลาดแล้วสวนกลับ ปล่อยให้ กลุ่มมูรินโญ เซตบอลบุกเข้าหา แทกติเตียนกของ รานิเอรี น่าจะออกมาแบบนี้ เนื่องจากอย่าลืมว่านัดล่าสุดโดนสอยเลอะเทอะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด 4-1

เชื่อว่าในบ้าน รานิเอรี ไม่ได้อยากต้องการให้แมนฯยูฯ เล่นกับพวกเขาได้แบบงั้นอีก

เช่นกันครับปีนี้เจอแมนฯยูฯ ตั้งแต่ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ รวมทั้งพรีเมียร์ลีก แพ้ 2 นัดหมาย แม้กระนั้นโน่นไม่ใช่ที่บ้านของเลสเตอรฺ์ ด้วยเหตุดังกล่าวต่อหน้าแฟนตนเองเกมนี้ จะปล่อยให้เป็นนัดหมายที่สามต่อเนื่องกันต่อผีแดงไม่ได้โดยเด็ดขาด

มันจะต้องมีอะไรพิเศษงัดมาสู้…โน่นคือเกมรับแล้วรอสวนซึ่งพวกเขามีทีเด็ดอยู่แล้ว

ทางฝั่งแมนฯยูไนเต็ด ของ มูรินโญ โดนแฟนบ่นยับข้างหลังเสมอฮัลล์ สิตี้ 0-0 ทำให้่อันดับไม่ขยับ ทั้งๆที่กรุ๊ปบนพลาดหลุดเสมอกับแพ้ พวกเขาแข่งขันคราวหน้ากลับไม่สามารถที่จะฉกฉวยโอกาสนั้นเอาไว้ได้

ยังแช่อยู่ที่ 6 ถัดไป

เกมนี้ มูรินโญ น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นอีกคราวหน้าจากนัดหมายก่อนที่จะว่าไปก็พลาดเช่นเดียวกันที่ไม่มี เฟลไลนี ลงสู่สนาม แม้กระทั้งชื่อสำรองก็ไม่มี ข่าวก็ไม่ได้บอกว่าเจ็บอะไร แม้กระนั้นเพราะเหตุไรไม่ได้ลงเล่นทั้งๆที่ ฟู ยังเพียงพอมีสาระต่อเกมที่มันทื่อๆแล้วทำอะไรคู่ปรปักษ์ไม่ได้

นัดหมายนี้เชื่อเลยว่า เฟลไลนี จะกลับมาเล่นตัวจริง เช่นเดียวกันกับตัวรุกอีกคนหนึ่งคือ มาร์กสิยาล ส่วนนักฟุตบอลที่แฟนผีต้องการเห็นลงสู่สนามมากที่สุด แม้กระนั้น มูรินโญ คงจะไม่ใช้คือ บาสเตียน ชไวน์สไตนร์

ไม่ทราบดีว่าเกลียดชังอะไรหนักหนา…

ชไวนี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเองมืออาชีพ ทั้งๆที่นักฟุตบอลระดับเขาผ่านเกม ผ่านการบรรลุผลมากยิ่งกว่า ไมเคิล คาร์ริค ด้วย อายุก็น้อยกว่า จะบอกว่าเก่งกว่าก็ได้อยู่ครับ แม้กระนั้น มูรินโย กลับละเลย

ให้เล่นเนื่องจากเดี๋ยวนี้กองกลางไม่มีใครเหลือแล้ว เมื่อขาย มอร์แกน ชไนเดอลิน ออกไปจากกลุ่ม

ชไวนี ยังมีสาระกับเกมระดับนี้ รวมทั้งเขาเองมืออาชีพ ซุ่มซ้อมกับกลุ่ม ไม่คิดย้ายกลุ่มไปไหน ต้องการพิสูจน์ตนเองว่ามีสาระกับกลุ่ม แม้กระนั้น มูรินโญ กลับไม่เลือก ให้เล่นแบบเสียไม่ได้ จะต้องดูว่านัดนี้จะใช้หรือไม่ (คงจะไม่ใช้)

ดูแล้วการจัดตัวคงจะออกมาเป็น คริส สมอลลิง กับ มาร์กอส โรโฮ, บลินด์, วาเลนเซีย กลางก็ เฟลไลนี, คาร์ริค, ป๊อกบา พร้อมกับ มคิทาร์ยาน, มาร์กสิยาล รวมทั้ง อิบราฮิโมวิช เชื่อว่านัดหมายนี้ มาร์กสิยาล น่าจะได้โอกาสลงเล่นตัวจริง ถ้าหากไม่ใช่ก็ ฆวน มาต้า

มูรินโญ คงจะจะต้องอ่านไต๋ของ รานิเอรี ออกว่าแม้เป็นเจ้าบ้านแม้กระนั้นไม่น่าบุก เน้นย้ำเกมตอบโต้กลับเพือหวังผลโจมตีแว้งกัดแมนฯยูฯ ด้วยเหตุดังกล่าวเขาถูกบีบให้จะต้องบุก ก็คงจะบุกแบบไม่พรวดพราด รวมทั้งหวังโจมตีริมเส้น รวมทั้งใช้ลูกตั้งแต่ ลูกครอสให้มีประโยชน์มากที่สุด

มี เฟลไลนี อยู่แล้วไม่ต้องกลัว

แม้..เลสเตอร์ มีคู่ซี้ ฮูธกับ มอร์แกน ที่เล่นลูกในอากาศดี แม้กระนั้นแบกสองข้างของเลสเตอร์ ก็ไม่ได้เล่นลูกในอากาศเจริญเท่า เชื่อว่าการโจมตีของ มูรินโญ ถ้าหากเน้นย้ำพื้นทวีปอากาศ เขาน่าจะเลือกเสาสองรวมทั้งเสาแรกเป็นหลัก มากยิ่งกว่าบอมเข้าไปแถวจุดลูกโทษ

ไม่ว่าจะเป็นเตะมุม, ฟรีคิก หรือการเปิดบอลจากด้านข้าง พูดอีกนัยหนึ่งมันจะต้องให้่ผ่านหัว ฮูธ กับ มอร์แกน โดย อิบราฮิโมวิช เป็นตัวหลอก หรือไม่งั้นก็วัดกันไปเลย ทั้งอิบรา, เฟลไลนี ซึ่งก็สู้ได้อยู่ครับผม ถ้าหากแย่งโหม่งกัน

ที่เน้นย้ำตามมาคือบอลจังหวะสอง กรณีที่ คู่เซนเตอร์เลสเตอร์ ชิงโหม่งได้ บอลหลุดออกมาพื้นที่อันตราย ผู้เล่นแถวสองของผีแดง จะต้องมีส่วนช่วยเก็บบอล หนุนไปใหม่หรือเซตบอลเพื่อหาจังหวะยิงประตู

หมากของ มูรินโญ น่าจะออกมาแบบนี้

บอลด้านข้าง ครอสเข้ามาจะใช้มากมายรวมทั้งเน้นย้ำเซตพีส เนื่องจากดูแล้วเจาะตรงกลางแน่นแน่ เลสเตอร์ รับเต็มพิกัด

ส่วนแฟนผีก็จะต้องลุ้นหัวข้อการจบสกอร์ของพวกเขาว่าจะเด็ดขาดมากมายน้อยขนาดไหน เนื่องจากปัญหาในช่วงเวลานั้นไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกเหนือไปจากการยิงประตูของพวกเขาที่จะต้องเฉียบขาดมากยิ่งกว่านี้ ไม่ใช่ทิ้งขว้างโอกาสทองคำ

จะดี-ร้ายสักเท่าใด เวสต์หมูแฮม ยูไนเต็ด ก็คงจะมีที่ยืนในสังคมพรีเมียร์ลีกฤดูหน้าถัดไป หลังเพิ่งกำชัยล้ำค่าในเกมพนันแต้มไป-กลับเมื่อวันเสาร์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา
ชัยเหนือสวอนซี ซิตี้ จากประตูโทนของ เชคู เรายาเต้ ได้ส่งให้กลุ่มขุนค้อนของ สลาเวน บิลิช หายใจโล่งคอขึ้นเยอะแยะในชั้น 14 ของตารางคะแนน เหนือสิ่งอื่นใดยังดีดตัวทิ้งห่าง "หงส์ขาว" คู่ต่อสู้ในสนามเมื่อวันวานไปไกลถึง 8 แต้มอีกต่างหากก็เลยถือเป็นแมตช์เป็นอิสระสำหรับชาว "เดอะ แฮมเมอร์ส" อย่างแท้จริง หลังเผชิญขณะตกต่ำสุดอธิบายพ่ายแพ้ในลีก 5 นัดรวด ไล่ตั้งแต่แพ้เชลซี 1-2, บอร์นมัธ 2-3, เลสเตอร์ 2-3, ฮัลล์ ซิตี้ 1-2 และอาร์เซน่อล 0-37 เกมติดต่อกันแพ้ผู้ใดกันแน่ ได้เพียงแค่ 2 แต้มจากผลเสมอเวสต์บรอมวิช 2-2 และวัตฟอร์ด 1-1ย้อนไกลกว่านั้น 9 แมตช์ล่าสุดได้เฮเพียงเพียงอย่างเดียวจากทริปลุยใต้ไปตีเซ่าธ์หมูแฮมป์ตัน 3-1
เพลานี้สภาพอากาศในกรุงลอนดอนช่างสดใสสมกับฤดูใบไม้ผลิ มีแดดออกลมพัดกำลังพอดี ถ้าแต่ว่าคนละอารมณ์กันอย่างสิ้นเชิงในกลุ่มกองเชียร์เวสต์หมูแฮม
สลาเวน บิลิช ผู้จัดการกลุ่มชาววัวรแอตเรียกร้องให้สมาชิกยืนหยัดต่อสู้ด้วยกันระหว่างแถลงข่าวก่อนแมตช์ และสุดท้ายก็มาได้รางวัลทดแทน
รูปเกมโดยรวมบางทีอาจไม่ค่อยสวยงาม ต่อเมื่อแง่งามเป็น "ชัย" และผลหน้าที่เล่นเกมรับที่น่าประทับใจ ไม่เสียประตูหนแรกในรอบ 11 นัด
ไลน์-อัพเปลี่ยนแปลงเพียงตำแหน่งเดียวจากนัดเยือนอาร์เซน่อลเมื่อกลางสัปดาห์ โดยส่ง โรเบิร์ต สน็อดกราสส์ ลงตัวจริงแทน แอนดี้ สนใจโรลล์ หอกร่างใหญ่ซึ่งสภาพร่างกายไม่ฟิต
ดูตามแนวทางการยืน สน็อดกราสส์ ลงเลื้อยขอบเส้นทางขวา อีกฟากเป็น มานูเอล ลันซินี่ ส่วน มิคาอิล อันโตนิโอ ถูกดันเล่นกองหน้าสลับกันสังกัด อันเดร อายิว ผู้ได้ลงล่าตาข่ายต้ขึ้นอยู่กับเก่า
นอกเหนือจากนั้นดังเดิม มาร์ค โนเบิล กัปตันกลุ่มคุมแดนกลางร่วมกับ เรายาเต้ แบ็กโฟร์มี แซม บายแรม, โชเซ่ ฟอนเต้, เจมส์ คอลลินส์, อาร์กตูร์ มาซูอาเรา และผู้เฝ้าประตู ดาร แรนดอล์ฟ
สมาชิกของ บิลิช ทุ่มเทเป็นพิเศษตั้งแต่คุณครู เควิน เฟรนด์ เป่านกหวีด มีลุ้นกะทันหันจากช่องทางของ อันโตนิโอ รวมทั้งจังหวะที่ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ตะครุบลูกกระแทกเผาขนจาก สน็อดกราส์ บนเส้นประตูพอดี
เวสต์หมูแฮมทำสกอร์นำจนได้ใน "ขณะแดนนรก" นาที 44 จากบอลแรกเริ่มที่ โนเบิล ผู้ฉลองสวมเสื้อเลือดหมู-ฟ้าครบหลัก 400 ป้ายขึ้นหน้าให้ สน็อดกราสส์ มอบให้พาน เรายาเต้ ตะบันเต็มข้อ 25 หลาทิ่มก้นตาข่าย
ชอตถัดมา ห้องเครื่องกลุ่มชาติเซเนกัล ล้นเข้าไปโอบกอดกับแฟนบอลที่นั่งชิดขอบสนามในทันที–นี่เป็นอารมณ์ร่วมที่ต่างข้างต่างแสดงออกให้มีความคิดเห็นว่ามุ่งมาดปรารถนาชัยถึงขนาดไหน
เป็นโมเมนต์น่าประทับใจจนมาโดนติดเบรกด้วยใบเหลืองแจกให้ตามกฎการประลอง ซึ่งบางครั้งก็รู้สึกว่าควรจะหยวนๆกันหน่อยในเมื่อมันไม่ใช่ความประพฤติปฏิบัติร้ายแรง หรือท่าทางยั่วยวนคู่อริแต่อย่างใดเลย
ส่วนร่วมแอสซิสต์ของจอมเลื้อยกลุ่มชาติสกอตแลนด์ก็นับเกิดเรื่องที่ดี หลังถูกติชมฟอร์มการเล่นอยู่เสมอมาตั้งแต่แมื่อย้ายจากฮัลล์ในช่วงตลาดหน้าหนาว

ตอนที่เหลือไม่มีสกอร์เพิ่ม กระนั้นต้องชมขุนศึกหลังบ้านเวสต์หมูแฮมที่เล่นกันมีระเบียบวินัย ร่วมแรงร่วมใจกันเข้าซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอลลินส์ และ บายแรม ต่างบล็อกจังหวะสำคัญไว้ได้ในช่วงท้ายเกม
สิ้นเสียงนกหวีดไปด้วย 3 แต้มแสนล้ำค่า แต่มีปัญหาตามมาให้ บิลิช ต้องขบคิดอีกกระทอกจากการสูญเสียคีย์แมนถึง 2 หน่อโนเบิล กัปตันวันแมนคลับโดนใบเหลืองในนาที 38 สะสมยอดครบเลข 10 พร้อมโทษพักลำแข้ง 2 นัดหน้า
ไม่เพียงแค่นั้น อันโตนิโอ ปีกเจ้าท้องฟ้าตัวท็อปสกอร์ 9 ประตู ยังมาเจ็บเอ็นหลังต้นขา จนถึงต้องวิงวอนเปลี่ยนแปลงออกเองในไม่กี่อึดใจก่อนได้ประตูนำ
ตัวรุกวัย 27 ได้ขึ้นบัญชีลำแข้งเดี้ยงตาม อารอน เครสส์เวลล์, วินสตัน รีด, อันเจโล อ็อกบอนน่า และ เปโดร โอเบียง ซึ่งเดี้ยงไปก่อนหน้าแต่ละรายนามที่ว่ามาล้วนแต่เป็นขุนศึกตัวจริงทั้งหมดเลย!
ยังไงสิ่งสำคัญที่สุดก็คือชัย ซึ่งทำให้เวสต์หมูแฮมเก็บแต้มรวมทั้งสิ้น 36 ขออีกเพียง 4 จาก 6 เกมด้านหลังก็พอเพียงรับรองรอดตายตามมาตรฐานค่าถัวเฉลี่ย
ต่อเมื่อใช้ตรรกะเดียวกันก็น่ากังวลทีเดียวสำหรับสวอนซี ซึ่งมีเพียง 28 คะแนน โดนฮัลล์ถีบส่งลงโซนแดงตั้งแต่เมื่อมิดวีกในช่องว่าง 2 แต้ม
ดูดีขึ้นขึ้นอยู่กับดีๆในโดยพลันที่ พอล คลีเมนต์ เข้ามารั้งบังเหียนรับช่วงต่อ บ็อบ กางร็ดลี่ย์ ทำไปทำมาท่าจะเข้าอีหรอบเดิมซะแบบงั้น! รวมผลพ่ายแพ้ที่โอลิมปิก สเตเดี้ยมไปด้วย กลุ่มแว่นแคว้นเวลส์ได้เพียงแค่แต้มเดียวเพียงแค่นั้นในรอบ 5 เกมก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา
1 แต้มดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วมาจากแมตช์ในบ้านกับมิดเดิ้ลสโบรช์ โดยเสมอ 0-0 แบบเกือบจะแพ้ถ้า รูดี้ เชสเตด หอกผู้มาเยือนโหม่งเข้าเป้าแม่นๆอีกนิดเมื่อวันพุธก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาก็โดนสเปอร์สรัวแซง 3 เม็ดในช่วง 2 นาทีด้านหลังรวมทดเจ็บติดอยู่รังลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยมอีกต่างหากในทริปบุกสังเวียนเขตสแตรทฟอร์ดยิ่งหนัก ส่องเข้าเป้าเพียงแค่ 1 ครั้งตลอด 90 นาทีช่องทางชัดเจนจริงๆต้องรอคอยถึงช่วงหลังจาก ลูเซียโน่ ที่นาร์ซิงห์ ปีกสำรองชาวดัตช์ซัดผ่านคาน
ปัญหาของกลุ่มหงส์ขาวเว้นเสียแต่เสียประตูง่าย ไม่ได้คลีนชีตนอกบ้าน 15 เกมรวด ก็ยังมีข้อความสำคัญเกมรุกที่ลดความสามารถไปเยอะแยะเมื่อไร้เงา เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ติดโผ 11 คนแรก
หอกยักษ์เลือดบาสก์เจ็บข้อเท้าจนวืดทั้ง 2 นัดก่อน กระนั้นพอเพียงกลับมาสำรองได้เมื่อวันเสาร์ก็ยังขาดแมตช์ฟิต สร้างอันตรายอะไรไม่ได้เลย
ความมุ่งหวังพังสกอร์ต้องฝากฝังไว้กับ จอร์แดน อายิว น้องชายแท้ๆของ อันเดร ซึ่งสัมผัสบอลในกรอบจุดโทษเกือบจะนับครั้งได้เลยกิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน นักเตะที่เหมาะสมที่สุดของกลุ่มก็มาพบเกมที่เงียบ อาละวาดไม่ออกซะอีกอีกปัญหายิ่งนักสาหัสกว่าเป็น "คุณภาพเชิงลึก"
พอล คลีเมนต์ เกือบจะยึดตัวจริงชุดเดิมตลอด 3 นัดหลังที่ไม่มี ยอเรนเต้ เปลี่ยนแปลงเพียงแค่จุดเดียวตรงปีกขวา–ที่นาร์ซิงห์ ลงพบโบโร่ ก่อนปรับเอา เวย์น เราท์เล็ดจ์ ลงเลื้อยในแมตช์บู๊สเปอร์ส และเวสต์หมูแฮม
นอกเหนือจากนั้นดังเดิมเด๊ะ ฟาเบียนสกี้ เฝ้าเสา แผงหลังมี ไคล์ นอห์ตัน, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, แอลฟี่ มอว์สัน, มาร์ติน โอลส์สัน แดนกลาง ลีรอย แฟร์, แจ็ค คอร์ก, ทอม สนใจโรลล์ ตลอดจนสามผสานด้านหน้าอย่าง เราท์เล็ดจ์, อายิว และ ซิกกี้
ครั้นเมื่อหันไปยังชอยส์อื่นๆแล้วหลังจากนั้นก็ท้อใจ ไม่นับ ยอเรนเต้ ก็มี กี ซอง-เยือง ห้องเครื่องเกาหลีใต้ที่ดร็อปลงไปเยอะแยะ, เจฟเฟอร์สัน มอนเตโร่ จอมเลื้อยเอปัดกวาดอร์หมดสภาพเดี่้ยงไปนานอ่อ…เกือบจะลืม บอร์ฆา บาสโตน ดาวยิงสเปนค่าจ้างแพง ผู้ยังปรับนิสัยไม่ได้ตั้งแต่แมื่อย้ายมาจากแอต.มาดริดอีกคน! อย่างไรก็ดี คลีเมนต์ จะได้เปลี่ยนแปลงโผแน่นอน2 ตำแหน่งในนัดหน้าที่บ้านวัตฟอร์ดยอเรนเต้ น่าได้กลับคืนตัวจริงในเมื่อใช้งาน อายิว คนน้องแล้วไม่เวิร์กนอกนั้น คอร์ก มิดฟิลด์กัปตันกลุ่มดันข้อเท้าเดี้ยงเพิ่ม ต้องลุ้นฟิตตัวโก่งแต่ว่าแนวโน้มชวดมีสูงเวลาไม่รออยู่ คลีเมนต์ แอนด์วัว ต้องรีบคิดรีบทำนำพาสวอนซีกลับมาเก็บแต้มให้ได้ราวกับระยะแรกๆที่เข้ามารับงาน

แต้มห่าง 7 สัปดาห์นี้มีโปรแกรมต่างช่วงกันแล้วก็เป็นทีมไก่เดือยทองคำมีโอกาสลดช่องว่างเหลือ 4 ให้เชลซีบีบคั้น หากว่าพวกเขาชนะวัตฟอร์ด ได้ก่อน ปลดปล่อยให้เชลซีบุกเยือนบอร์นมัธ ด้วยแรงกดดันบ้าง

ภายหลังทีมคอนเต้ชนะในเกมปัจจุบันเขาบอกว่าขออีก 18 แต้มจาก 24 ที่เหลือ นั่นคือชนะ 6 นัด ถ้าเป็นได้ชนะรวด 6 นัดนี้เลย เชลซีจะคว้าชัยชนะพรีภรรยารฺ์ลีกในทันที

ณ จุดนี้เชลซีไม่ต้องสนใจสเปอร์ส เล่นเพื่อทีมตนเอง เล่นเพื่อชนะอย่างเดียว จะชนะแบบไหน ต้องชนะ เพื่อทำให้ช่องว่างนั้นคงอยู่แบบงี้หรืออาจโชคดีถ้าสเปอร์สสะดุดมันจะเพิ่มขึ้นแล้วก็เป็นผลเชิงจิตวิทยาให้พวกเขามีโอกาสใกล้แชมป์มากกว่าชนะรวด 6 นัด

มันอาจจะเหลือ 5 หรือ 4 ก้ได้่ขอรับ
กล่าวคือแชมป์อยู่ในมือเชลซีแล้วก็เป็นทีมคอนเต้ ถือถ้วยพรีเมียร์ลีกอยู่ ขณะที่สเปอร์สอุตสาหะมาแก่งแย่งอยู่เดี๋ยวนี้

สเปอร์สมีโอกาสมั้ยขอรับ???

ผมว่ามีครับผม

7 คะแนนกับอีก 8 นัดไม่ห่างขอรับ แม้มันดูเป็นใจให้เชลซีแม้กระนั้นจากการที่พวกเขาเสียท่าสะดุดต่อคริสตัล พาเลส ค้างบ้าน มันทำให้เห็นว่าช่วงท้ายฤดู ความตึงเครียด แรงกดดัน ความเกร็งมาเยือนแล้ว

ทั้งที่เกมของพวกเขาเหนือกว่าพาเลส จังหวะยิงมากมาย แต่กลับพลาดไปหมด

ทีมลุ้นแชมป์เกลียดชังแล้วก็กลัวเรื่องแบบงี้ขอรับ เล่นแล้วมันดูตั้งใจเหลือเกินทั่จะยิง ที่จะชนะคู่แข่ง มันผิดธรรมดาตนเองไปซะแบบนั้น คือถ้าเชลซีไม่แพ้พาเลส แล้วก็ในวันนั้นสเปอร์สคงจะแพ้สวอนซีอยู่แล้วขอรับ

แต้มนำ 10 จนถึงตอนทดในขณะที่ลิเบอร์ตี้ เปลี่ยนเป็นสมาชิก เมาริซิโอ โปเชตติเตียนโน มีลูกฮึดไล่ยิงสามประตูระหว่างนาทีที่ 88, 90+1 จนกระทั่ง 90+4 ยิงสามประตูในช่วง 6 นาที กล่าวคือยืงประตูทุกๆสองนาที

ทั้งที่ไม่มีตัวความมุ่งหวังอย่าง แฮร์รี เคน ลงในสนาม

นั่นคือข่าวดีแล้วก็ประเด็นบวกๆของแฟนไก่แล้วก็ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากคำว่า spursy ที่เป็นนิยามของพวกเขาที่มักเสียท่า ตกม้าตายในเกมสำคัญแล้วก็เกมที่อยากได้ความมีชัยเพื่อลุ้นต่อ ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว

ระยะนี้พวกเขาเริ่มห่วยนั่นแหละขอรับ แม้กระนั้นปีนี้พวกเขายังสู้ต่อ ยังไม่หมดลุ้น มันยังมีโอกาสถ้าสู้ต่อแล้วก็หวังว่าความมีชัยต่อเกมกับสวอนซี จะเป็นพลังแฝงให้นักเตะสเปอร์ส เดินหน้าสู้ต่อ ทั้งที่ความมุ่งหวังมีไม่มากมาย

เนื่องมาจากแชมป์อยู่ในมือเชลซี แล้วก็ควรจะเป็นเชลซีเท่านั้นที่จะพลาด

แฟนไก่รอลุ้นให้ตนเองชนะไว้ก่อน ต่อจากนั้นค่อยว่ากัน ถ้าตนเองยังชนะไม่ได้แล้วก็อดสามแต้ม ผมว่าอันนี้ยากละ ด้วยเหตุว่านี่ไม่ได้แข่งกับตนเอง พวกเขาแข่งกับเชลซี ที่มีข้อผิดพลาดน้อย นานๆแพ้ที

แม้กระนั้นไม่ต้องมากมาย…ไม่ต้องถึงกับแพ้หรอกขอรับใน 8 นัดที่เหลือ ลองเสียท่าเสมอสักสองนัดติด แล้วสเปอร์สชนะรวด

มันจะเป็น 6 ต่อ 2 แต้ม เท่ากับเชลซีได้เพิ่มมา 2 เป็น 9 แต้มที่ห่าง แล้วลบออก 6 จะเหลือแค่ 3 เท่านี้ทีมตราไก่มีโอกาสคว้าชัยชนะได้เท่าๆกับเชลซีแล้วครับผม มันคือ 51-49 แล้วครับผม ถ้านำกันเพียงแค่สามคะแนน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยเพลี่ยงพล้ำต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นด้วยเหตุว่าผลเสมอ 3 นัดในตอนโค้งสุดท้าย หรือเคยเสียแชมป์ให้ อาร์เซนอลตอนนำ 11 แต้มเมื่อถึงเดือน มี.ค. แม้กระนั้นปืนชนะรวด 10 นัดท้ายที่สุด ผีหลุดเสมอสองสามนัด มีแพ้ด้วย

จบเลย….

ถึงแม้อันโตนีโอ คอนเต้ เคยตกม้าตายกับยูเวนเหม็นตุส แบบว่านำ 5 เมื่อเหลือ 3 นัด แม้กระนั้นดันแพ้แล้ว ชูแชมป์ให้ลาซิโอไป

แฟนกัลโช นึกออกดีขอรับซีซั่น 1999-2000 ผมเคยเขียนไปกาลครั้งหนึ่ง ด้วยความไม่ค่อยสบายใจของ คอนเต้ ในฐานะนักเตะยูเวนเหม็นตุสแล้วก็นายจ้างเขาคือ คาร์โล อันเชลอตติเตียน 8 นัดท้ายที่สุดแพ้ 4 จากที่นำห่าง

ก่อนลงในสนามนัดท้ายที่สุดลาซิโอ ของสเวนโกรัน อีริคส์สัน ตาม 2 แต้ม แล้วก็ไปเยือนเรจจิน่า…คือลาซิโอ ชนะเจ้าของบ้าน เรจจิน่า นั้นเป็นได้แน่ๆ เล่นที่สนาม เรนาโต คูรี ไม่มีปัญหา แม้กระนั้นการที่ยูเวนเหม็นตุสพบกับประเทศเปรูจา ที่รอดพ้นการตกชั้นไปแล้ว

คนไหนกันแน่กล้าค้ำประกันว่าประเทศเปรูจา จะเล่นเต็มที่???

หนักกว่านั้นคือเกมของลาซิโอจบก่อน แม้กระนั้นเกมของยูเวยังไม่จบ ฝนตกหนักเกมเลื่อนไป 80 นาที ถ้าเรียลไทม์คือ ลาซิโอ ตอนนั้นแซงขึ้นเป็นหัวหน้าฝูงในนัดท้ายที่สุดรอให้ยูเวนเหม็นตุสเตะจบ แล้วก็ถ้าชนะประเทศเปรูจา เจ้าม้าลายก็คว้าชัยชนะเช่นเดียวกัน

ผลคือยูเวนเหม็นตุสแพ้ประเทศเปรูจา 1-0 จากลูกโกลาหลหน้าจุดโทษ…แล้วก็ตีเสมอไม่ได้ แพ้นัดท้ายที่สุดถึงกับชวดแชมป์หน้าตาเฉย!

เรื่องราวพวกนี้อยู่ในหัวของ คอนเต้ จนกระทั่งทำให้เราเองอดคิดไม่ได้ว่า….เขามีบทเรียนราคาแพงเมื่อ 17 ปีกลาย สมัยเป๋นนักเตะ ประเด็นนี้ไม่น่ากลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง เขาต้องแก้ไขมันให้ได้เมื่อมาเป็นโค้ช

แม้กระนั้นอย่างว่าแหละครับ….จนกระทั่งคุณยังทำการประลองอยู่ จังหวะแบบงี้มันมีกำเนิดขึ้นอยู่กับแล้วขอรับ

คาร์โล อันเชลอตติเตียน เคยพลาดแชมป์สคูเดตโต เมื่อตอนนั้น เขาก็ยังพลาดแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีกทั้งที่นำหงส์แดง ลิเวอร์พูลในปี 2005 อยู่สามลูกเมื่อจบครึ่งแรก แม้กระนั้นท้ายที่สุดโดนตีเสมอแล้วก็ยืดเวลาพิเศษบุกยังไงก็ยิงไม่ได้ แถมแพ้จุดโทษอีก

คอนเต้….คงจะคิดมากแล้วก็ต้องอุตสาหะกระตุ้นสมาชิกว่านำ 7 แต้ม อย่าหลงระเริง แล้วก็ประมาทผู้ตามอย่างสเปอร์ส ที่คงจะแพ้สวอนซี แม้กระนั้นพอตีเสมอได้นาทีที่ 88 พวกเขาสอยอีกสองลูกจนกระทั่งหมดเวลา พลิกกลับมาชนะ 3-1

เรื่องราวแบบงี้มันไม่ใช่ชนะแล้วได้เพียงแค่สามแต้ม

สเปอร์สได้ 9 แต้มเลยขอรับวันชนะสวอนซี

แทนที่ถ้าแพ้แต้มจะกลับไป 10 แล้วสิ้นหวังลุ้นแชมป์ ณ จุดนี้ สเปอร์สมีความหวัง แม้กระนั้นคงจะไม่มากมายเท่ากับเชลซี อันนี้ตามหน้าเสื่อครับผม แล้วก็ถ้าส่ายตาดูดูโปรแกรม 8 นัดท้ายที่สุด ถ้าเชลซีอยากได้ชนะ 6 นัด

พวกเขาควรต้องพบกับคนไหนกันแน่บ้าง แล้วก็สเปอร์สเองเจอกับคนไหนกันแน่บ้าง

เชลซี สเปอร์ส

นัดที่ 31 บอร์นมัธ(ย) วัตฟอร์ด (ห)

นัดที่ 32 แมนฯยูฯ (ย) บอร์นมัธ (ห)

นัดที่ 33 เซาหมูแฮมป์ตัน(ห) พาเลส (ย)

นัดที่ 34 เอฟเวอร์ตัน (ย) อาร์เซนอล (ห)

นัดที่ 35 โบโร (ห) เวสต์หมูแฮม (ย)

นัดที่ 36 เวสต์บรอม (ย) แมนฯยูฯ (ห)

นัดที่ 37 ซันเดอร์แลนด์ (ห) ฮัลล์ (ย)

ส่วนเกมเชลซีหลงเหลือวัตฟอร์ด แล้วก็สเปอร์สหลงเหลือกับ เลสเตอร์ นั้น รอลงวันแล้วก็เวลาทั้งสองโปรแกรมเพราะว่าสองทีมนี้มีคิวเตะเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ในวันที่ 22 เม.ย. เจอคุ้นเคย พิสูจน์กันเพราะคนไหนกันแน่มีโอกาสลุ้นดับเบิลแชมป์ได้

ถ้าดูโปรแกรมแล้วก็หนักเบาไม่ได้มีความแตกต่างกัน แฟนเชลซี มองดูไปที่เกมแมนฯยูฯ กับ เอฟเวอร์ตัน ส่วนแฟนไก่นั้นมองดูเกม อาร์เซนอล, แมนฯยูฯ แล้วก็แถมเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ชนะรวดทุกนัดกลับมาเป็นทีมแชมป์เหมือนเดิม

ปัญหาอยู่ที่ว่านับแต่นี้ต่อไป…..คนไหนกันแน่สะดุด เจอปัญหาแน่นอน

สเปอร์สสะดุด ช่องว่างจะห่างแล้วก็แทบหมดลุ้น แม้กระนั้นถ้าเชลซีสะดุดแลสเปอร์สเก็บได้ พวกเขามีลุ้นแชมป์แบบเต็มตัว แล้วก็สามารถกล่าวได้เต็มปากว่ามีโอกาสเป็นแชมป์ แต้ม 7 เดี๋ยวนี้ สะดุดสักนัดสองนัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชลซี ช่องว่างจะลดฮวบฮาบ

ณ ช่วงนี้คงจะต้องให้เครดิตทีมเชลซีของ คอนเต้ ก่อนว่า มีคุณลักษณะเด่นมากกว่าจุดอ่อน แล้วก็พวกเขาพร้อมเป็นแชมป์มากกว่าสเปอร์ส อันนี้ว่ากันตามหน้าเสื่อ ไม่ใช่ว่ากันด้วยความมุ่งหวัง แม้กระนั้นถ้าทีมของคอนเต้ ไม่สามารถที่จะนำคุณลักษณะเด่นตนเองเรื่อง รัดกุม พลาดยากเสียยาก มาใช้ได้ทันเวลา

เสียสมาธิแล้วก็บีบคั้นตนเองมากมายไป จุดอ่อนของพวกเขาจะก้าวมาแทนที่ อย่างนั้นจังหวะสะดุดมีมากมาย เสมือนเกมที่แพ้คริสตัล พาเลสทั้งที่โดนบุกไม่กี่ครั้ง นั่นเป็นด้วยเหตุว่าพวกเขาเสียสมาธิ แล้วก็พอโดนนำ เปลี่ยนเป็นบีบคั้นแล้วก็เกร็งตนเองไป

นี่เกมปัจจุบันที่ชนะ แมนฯซิตี้ 2-1 ชี้ให้เห็นว่าพวกเขากลับมาควบคุมสติได้อีกครั้ง

ส่วนสเปอร์สไม่ต้องคิดอะไรมากมาย…ไม่มี แฮร์รี เคน นำแนวรุก พวกเขาต้องชนะอย่างเดียว ด้วย ชอน เฮือง ไม่น, เดลเล อัลลี, คริสเตียน เอริคเซน ตัวทำเกมรุกสามคนนี้ที่สลับหน้ากันยิงแล้วก็ช่วยทีมได้ บวกกับเซตพีส เตะมุม ฟรีคิก ที่จะมาช่วยเสริมให้มีโอกาสชนะง่ายชึ้น

รู้มาสักระยะแล้วครับผมว่ามี "เสือ" ตัวหนึ่งกำลังก่อกวนอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส สร้างความเดือดร้อนให้ราษฎรใน ลีก เอิง อย่างต้องหนัก

แต่ก็มิได้ตื่นเต้นจั๊กแหล่นหรือตะลึงงันอะไรมากมายก่ายกอง ด้วยมีความคิดว่า ลีก เอิง เป็นสนามรบแข้งที่อุดมด้วยกลุ่มที่มีความอู๊ดดี้สูง หรือพูดง่ายๆว่า "หมู" นั่นแหละ

ข่าวการระเบิดตาข่ายแบบถล่มทลายในศึก ลีก เอิง ของกองหน้าระดับดาวดังคนหนึ่งก็เลยไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

ขนาด มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่กลายร่างเป็นไม้ตีพริกแข็งทื่อๆทิ่มดาร์กซ์ใครก็มิได้เมื่ออยู่ในพรีเมียร์ลีกยังยิงกระจายได้เลยคุณ!

หลักฐานสำคัญคือผู้เล่นจำพวกดาวซัลโวตีนพระกาฬจากลีกสูงสุดของฝรั่งเศสชอบเจอปัญหา ผลิตสกอร์ได้ไม่กระจายเหมือนเดิมในสนามรบแข้งที่ฮาร์ดคอร์มากกว่าอย่างพรีเมียร์ลีก

ได้แก่ มารูอาน ชามัค, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หรือ บาเฟติเตียนมบี้ โกมิส รวมทั้งรุ่นก่อนๆอย่าง สเตฟาน กีวาร์ซ หรือ ฌิบริล สิสเซ่

เมื่อมาตะบันแข้งในลีกที่มาตรฐานสูงขึ้น ระดับความยากเพิ่มมากขึ้น – ปริมาณประตูก็ต่ำลงตามกฎเกณฑ์

อนึ่ง ขออนุญาตนอกจาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่อยู่เหนือกฏเกฌฑ์ข้อนี้

ฤดูนี้ ราดาเมล ฟัลเกา ลงเล่นให้ โมนาโก ใน ลีก เอิง ไปแล้ว 20 นัดหมาย โดยซ้ำๆไปแล้วถึง 16 ดอก

ค่าเฉลี่ยในการทำลายตาข่ายให้สิ้นซากจัดว่าสูงมากครับผม แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าบางคราวอาจเกิดขึ้นจาก ลีก เอิง นั้นมีอัตราความอู๊ดดี้สูงเกินกว่าที่จะออกอาการร้องวี้ดว้ายอะไรออกมา

การอยู่กับกลุ่มที่อุดมด้วยดาวดังอย่าง โมนาโก แถมจัดเป็นกลุ่มที่อยู่สูงสุดของห่วงโซ่อาหารของ ลีก เอิง ในฤดูนี้บางทีอาจมีส่วนช่วยเหลือรวมทั้งเกื้อหนุนให้ "พี่เสือ" ถล่มประตูแบบมาก…ก็..เป็น..ได้

จนถึงเมื่อคืนวันอังคารก่อนหน้านี้

วลีไทย "สิบปากว่าไม่เท่าตามองเห็น" ก็ปฏิบัติภารกิจของมันอย่างเคร่งครัดอีกรอบ

แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านต้อนรับการมาเยี่ยมของ โมนาโก ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 กลุ่มสุดท้าย นัดแรก ท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมก็เลยได้มองเห็นฟอร์มการเล่นของ ราดาเมล ฟัลเกา แบบเต็มๆอีกรอบ นับจากเดินคอตกออกมาจากชุดแต่งกายอสุรกายแดง ข้างหลังจบฤดู 2014-15 ก่อนจะเจอความเป็นจริงว่าพี่เสือกลับมาแล้ว

กองหน้าวัย 31 ผู้นี้แคล่วคล่องว่องไวขึ้นเยอะแยะเลยทีเดียวนะครับ

ราดาเมล ฟัลเกา ทำเป็น 2 ประตูในเกมนี้

ประตูแรกจากการทะยานเข้าไปขวิดลูกตุงตาข่าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญชาติญาณของนักล่ารวมทั้งวิญญาณของเพชฌฆาตที่กลับมาสิงร่างอีกรอบ

ส่วนประตูที่ 2 จำต้องใช้คำว่า "เหนือดุจทวยเทพเทวดา"

พี่เสือแกโจมตีกำแพงข้างหลังค่าตัวแทบ 50 ล้านปอนด์อย่าง จอห์น สโตนส์ จนกระทั่งเสียสุนัข ก่อนบรรจงชิพไม่เห็นหัวผู้เฝ้าประตูของ แมนฯ ซิตี้ อย่างเหนือชั้นสุดๆ

แม้จะสังหารจุดโทษพลาดไปแบบกล้วยๆแถม โมนาโก เป็นข้างพ่ายแพ้ แต่ก็เพียงพอจะผ่อนปรนได้ว่า ราดาเมล ฟัลเกา กลับมาเป็นสุดยอดดาวถล่มประตูเสมือนที่ตัวเขาเองเคยเป็นอีกรอบ

คิดและก็เสียดายจัง อิอิอิ

ทวนเข็มนาฬิกากลับไปสักราวๆ 4-5 ปีที่แล้ว

ในจุดนั้น ราดาเมล ฟัลเกา มีชื่อเสียงว่าเป็นศูนย์หน้าตีนวางอันดับแรกๆของโลก (รวมทั้งดาวอังคาร)

2 ฤดูที่เป็นโคตรเพชฌฆาตให้ แอตเลติเตียนโก มาดริด กองหน้ากลุ่มชาติโคลอมเบียผู้นี้ไล่ถล่มประตูคู่ปรับไปถึง 70 ดอก

นั่นส่งผลให้โคตรมหาเศรษฐีกลุ่มหนึ่งอย่าง โมนาโก จำต้องเอาฟ่อนแบงค์ไปห่อตัวเขาออกมาจากกลุ่มยี่ห้อหมีคอมมานโด

ฤดู 2013-14 หลังจากที่ลงเล่นให้ โมนาโก ไป 19 นัดหมาย โดยซ้ำๆไป 11 ประตู "เอล ติเตียนเกร" ก็มีอันจำต้องบาดเจ็บอย่างต้องหนัก เว้นแต่จะอดลงเล่นในศึกบอลโลก 2014 ที่บราซิล ยังถูกลักพาตัวไปจากฟลอร์หญ้าเป็นเวลากว่าครึ่งปีเลยทีเดียว

หายเจ็บกลับมาก็เปลี่ยนเป็นข่าวใหญ่ เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกลงยืมตัว ราดาเมล ฟัลเกา มาจาก โมนาโก มาใช้งานด้วยค่าตอบแทนอันเป็นอย่างมาก ท่ามกลางความปรีด์เปรมรื่นเริงของคนขายวิญญาณให้อสุรกายแดงทุกหมู่เหล่าที่พากันซอยบั้นกระเด้ายิกๆๆๆๆๆๆโทษฐานที่กลุ่มตนเองได้ดาวยิงอันดับแรกๆของโลกมาเป็นหน่วยล่าสังหาร

แต่ก็อย่างที่เข้าใจกันดีอยู่แล้วนั่นแหละนะครับ

ฤดู 2014-15 "พี่เสือ" ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปทั้งหมด 29 นัดหมาย โดยยิงได้แค่ 4 ประตูเท่านั้น

อย่าว่าแต่ว่าถล่มตาข่ายเลยนะครับ แค่จับบอลยังไม่ค่อยจะอยู่เลย

จากเสือร้ายเปลี่ยนเป็นสะเออะระบากชัดๆ(โถ…พ่อคุณ)

สภาพร่างกายนี่แหละเป็นปัญหาใหญ่ ราดาเมล ฟัลเกา เพิ่งกลับมาจากลักษณะการป่วยหน้าแข้งอย่างมาก แถมห่างเหินจากการเริงระบำบนฟลอร์หญ้าไปนานเกินกว่าที่จะปรับสภาพให้กับสนามรบแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วรวมทั้งเอาจริงเอาจังมากอย่างพรีเมียร์ลีก

เมื่อเล่นมิได้ รวมทั้งยิงมิได้ – ความเชื่อมั่นก็เริ่มถดถอย ยิ่งยิงมิได้ ความเชื่อมั่นก็ยิ่งหดหาย

ฤดูแรกของเขาในเครื่องนุ่งห่มอสุรกายแดงจัดว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า

ถ้าพวกเรามั่นใจว่า ราดาเมล ฟัลเกา คือสุดยอดดาวยิงระดับตีนมหาวายวอดคนหนึ่งในโลกลูกหนัง เพียงเขาพึ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง สภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย – แมนฯ ยูไนเต็ด ควรให้เวลาเขาปรับนิสัยอีกสักระยะพลางเสี่ยงเดิมพันอีกสัก 1 ฤดู

แต่ภายหลังคำนวณดูแล้ว หฝ่าส์ ฟาน กัล อาจมีความคิดว่ามันเสี่ยงเกินความจำเป็นก็เลยตกลงใจไม่ต่อสัญญา ด้วยประเมินว่ากองหน้าผู้นี้เป็นผู้เล่นที่หมดสภาพ

ทันใด เชลซี ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีกก็โผล่เข้ามาแสยะยิ้มสยอดสยอง

รู้เรื่องว่ากุนซือของกลุ่มสิงห์บลูส์ในตอนนั้นอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ อาจต้องการ "ลองของ" ทำนองว่าหมูไม่กลัวน้ำร้อน แถมยังได้กวนตีนอสุรกายแดงไปในตัวอีกต่างหาก คือแกใช้ไม่ได้ใช่ไหม ช่างเถอะ ประเดี๋ยวฉันใช้ให้มองเอง

ฤดูที่แล้วลงเล่นให้ เชลซี ทั้งหมดเพียง 12 นัดหมาย (ทุกรายการ) โดยทำเป็นแค่ประตูเดียว

ใครซักคนก็เลยรำพึงรำพันอยู่คนเดียว "ถุย!…นึกว่าจะแน่"

ราดาเมล ฟัลเกา แทบจะไม่ได้ต่างอะไรจากเสือแก่ที่สายตาฝ้าฟาง-เขี้ยวเล็บผุกร่อน แถมเป็นเสือลำบากที่โดนกระสุนคนล่าสัตว์จนกระทั่งบาดเจ็บอีกต่างหาก

"เสือลำบาก" ที่หมดสภาพแบบนี้ไล่ล่ากระทิงหรือกวางใหญ่ในป่าเขาลำเนาไพรไม่ไหวหรอกนะครับ

จับกินได้ก็แต่น้องสุนัขของราษฎรเท่านั้น!

จบฤดู 2015-16 อดีตดาวยิงตีนวางอันดับแรกๆของเมืองมนุษย์ผู้นี้ก็เลยไม่เป็นที่ต้องการของ เชลซี อีกต่อไป รวมทั้งยักษ์ใหญ่กลุ่มอื่นๆด้วยจนกระทั่งจำต้องซมซานกลับไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ โมนาโก อีกรอบ

รับสารภาพตามตรงว่าผมไม่คิดว่า ราดาเมล ฟัลเกา จะกลับมาอยู่ในฟอร์มอันสุดยอดของตนอีกรอบ เพราะว่ามองดูมุมไหนก็พบว่ามันผ่านไปหมดแล้ว เขาผ่านจุดสูงสุดของตนเป็นที่เรียบร้อย

ฤดูนี้พี่เสือยิงประตูแรกให้ตนเองได้สำเร็จในเกมที่ 2 ของ ลีก เอิง ซึ่ง โมนาโก ถล่ม แรนส์ ไปด้วยสกอร์ 3-0

นับจากนั้นก็เริ่มผลิตสกอร์ได้เรื่อยโดย 9 นัดแรกที่เล่นให้ โมนาโก ในฤดูนี้ พี่เสือแกยิงได้ถึง 7 ประตู

เมื่อซ้ำๆตาข่ายได้อย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นก็คืนกลับมาอีกรอบ เหมือนกันกับสภาพร่างกายที่บริบูรณ์เยอะขึ้นเรื่อยๆ

เกมปัจจุบันที่ เอติเตียนฮัด สเตเดี้ยม ดาวยิงวัย 31 ผู้นี้กดไปอีก 2 ดอกดังที่บรรยายเป็นตัวอักษรไปนั่นแหละ (ใครมิได้มองถ่ายทอดสดก็ไปหามองในคลิปเอาแล้วกัน) เท่ากับว่าฤดูนี้ลงเล่นไปแล้ว 26 นัดหมาย (ทุกรายการ) โดยทำเป็น 21 ประตู

เหนือกว่าสถิติการยิงประตูที่เป็นตัวเลข คือฟอร์มการเล่นที่เพิ่งมองเห็นแบบสดๆนี่แหละนะครับ

สัมผัสได้ถึงความแคล่วคล่องว่องไวอย่างกับเสือชายหนุ่มที่สามารถสืบพันธุ์ได้วันละ 200 ดอก นั่นคือเหตุผลที่พูดว่าเพราะอะไรถึงมีความเห็นว่า "ของลับของเสือตัวผู้" คือสุดยอดยาบำรุงสมรรถนะทางเซ็กซ์จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นเยี่ยมในต้นเหตุให้สัตว์ป่าชนิดนี้ใกล้สูญพันธุ์

กว่าครึ่งปีครับผมที่ ราดาเมล ฟัลเกา นอนแทรกกับอาการบาดเจ็บ บวกกับอีก 2 ฤดูเต็มๆที่มานะหาทางกลับออกมาจากเขาวงกตที่ความรันทดอดสู

สุดท้ายก็ทำสำเร็จ – มองเห็นแบบนี้และก็กระปรี้กระเปร่าครับผม

นี่คือตัวอย่างชั้นหนึ่ง แถมเป็นกรณีศึกษาว่า…มนุษย์เรา ถ้ามีความขยันหมั่นเพียรรวมทั้งมานะโดยไม่ท้อใจหรือหดหู่ใจไปเสียก่อน คนที่เคยเป็น "เสือ" ก็มีสิทธิ์กลับมาเป็น "เสือ" เหมือนเดิมได้อีกรอบ

…ว่าและก็ให้นึกถึงดาวเตะอีกคนที่อายุ 31 เท่า ราดาเมล ฟัลเกา ที่กำลังจะถอดใจหนีไปค้าแข้งพลางโกยเงินในเมืองจีนดีกว่า เพราะเวลานี้ตนเองไม่มีที่ลงในกลุ่มตัวจริงของอสุรกายแดง

ฟรองค์ เคสซิเย่ มิดฟิลด์ฟอร์มแรงของ อตาลันต้า ยอมรับว่าตัวเองเป็นแฟนตัวยงของ ปีศาจแดง แต่ถ้าเป็น เชลซี ก็พร้อมที่ย้ายเหมือนกัน

 

เคสซิเย่ กําลังทําผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับ อตาลันต้า โดยตัวเขาลงสนามไปแล้ว 20 นัดทําได้ 6 ประตูและ 1 แอสซิสต์มีส่วนช่วยให้ อตาลันต้า อยู่อันดับ 5 ของตารางคะแนนกัลโช่ เซเรียอาในเวลานี้

 

มิดฟิลด์วัย 20 ปีเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่มากมายไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,เชลซี,อาร์เซน่อลและปารีส แซงต์-แชร์กแมง

 

''แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือทีมในฝันของผม''

 

''แต่เชลซีก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน''

 

ในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา รางวัล "นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี" หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "บัลลงดอร์" นั้นถูกยึดติด อยู่กับ 2 นักเตะอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด  และ ลีโอเนล เมสซี เท่านั้น แต่ปีนี้ โฆเซ มูรินโญ กุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่าน่าจะถึงเวลาของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช บ้างแล้ว

"ผมคิดว่าเขาทำผลงานได้สุดแสนมหัศจรรย์" มูรินโญ กล่าวกับ เว็ปบอลW88

"สกอร์ที่ ซลาตัน ทำได้ในฤดูกาลนี้ กับอีก 2 ประตูที่ เวมบลีย์ พาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพ ความสำคัญของเขากับทีม อิทธิพลในทางบวกต่อเพื่อนร่วมทีม ผมคิดว่าชายคนนี้คือ ปรากฏการณ์ ที่ไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยายได้เลยจริง ๆ"

"ผมเพิ่งให้สัมภาษณ์กับนิตยสารในฝรั่งเศส ที่จัดงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์มาหมาด ๆ  ก็รู้นะว่า คริสเตียโน โรนัลโด กับ ลีโอเนล เมสซี น่าจะได้ไปครอง เมื่อดูจากสิ่งที่พวกเขาทำ"

"แต่สำหรับเจ้ายักษ์ใหญ่นามว่า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช คนนี้ ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะไม่เคยเป็นเจ้าของ บัลลงดอร์ มาก่อน"

"ฉะนั้นทำไมไม่ให้ในฤดูกาลนี้เลยล่ะ ก็ในเมื่อสิ่งที่เขาทำมันเป็นอะไรที่พิเศษเหลือเชื่อ ถ้าเขาพาไปเตะนัดชิง ยูโรปา ลีก ที่สต็อกโฮล์ม แล้วได้แชมป์มาอีกรายการล่ะ จะถือว่าเหมาะสมไหม"

"สำหรับใครสักคนที่อายุ 35 ปี แล้วทำได้แบบนี้ เขาไม่สมควรได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้อย่างนั้นเหรอ?"

บุนเดสเทรนเนอร์ทีมพี่เสือรอดถูกแบนหลังชูนิ้วกลางใส่แฟนบอลฝ่ายตรงข้ามในเกมลีกล่าสุด นัดเยือนเสมอ 1-1 แฮร์ธา เบอร์ลิน

 

คาร์โล อันเชล็อตติ บุนเดสเทรนเนอร์ บาเยิร์น มิวนิค ยอมรับตนแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทั้งนี้กองเชียร์คนดังกล่าวถ่มน้ำลายใส่ระหว่างเดินเข้าห้องแต่งตัวหลังจบเกม เนื่องจากแฟนบอลแฮร์ธาไม่พอใจผู้ตัดสินที่ทดเวลาบาดเจ็บถึง 6 นาที ทำให้เสือใต้ได้ประตูตีเสมอ

บุนเดสเทรนเนอร์ของบาเยิร์น มิวนิค ถูกสหพันธ์ลูกหนังเยอรมันเรียกตัวให้มาชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งหลังการสอบสวนเขาได้บริจาคเงินจำนวน 5,000 ยูโร ให้กับองค์กรการกุศลของเดเอฟเบ

เสี่ยหมู กองหน้ากัปตันทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาปฏิเสธข่าวลือว่าตัวเขากําลังจะย้ายไปลงเล่นที่แดนมังกร ซึ่งไม่เป็นความจริง

 

หัวหอก วัย 31 ปีตกเป็นข่าวลืออย่างหนักว่ากําลังจะย้ายไปค้าแข้งที่ประเทศจีนแถมตัวเขายังไม่ได้รับการการันตีเป็นจริงที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกด้วย

 

แม้เอเยนต์ส่วนตัวของ เสี่ยหมู จะเดินทางไปเจรจาถึงประเทศจีน แต่ทุกอย่างต้องจบลงเพราะเจ้าตัวออกมาปฏิเสธข่าวลือทั้งหมดด้วยตัวเอง

 

''ผมจะอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อไป ผมดีใจมากที่ได้รับความสนใจจากสโมสรต่างๆ''